ประวัติน่าน

ความเป็นมาของเมืองน่าน

ในอดีตผืนแผ่นดินเมืองน่านเคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ย้อนหลังไปหลายพันปีก่อน จากการสำรวจแหล่งโบราณคดีพบหลักฐานการผลิตเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุราว 4,000 ปี ในพื้นที่ต่อเนื่องมากกว่า 10 ตร.กม. และพบแหล่งผลิตเครื่องถ้วยชามเคลือบเนื้อแกร่ง ค้อนหิน สะเก็ดหิน เครื่องมือหินรูปร่างหยาบๆในขั้นตอนแรกๆของการผลิตหรือโกลน และเครื่องมือที่ชำรุดแตกหักเสียหายระหว่างการผลิต

(รูปจาก: http://www.nan2day.com)

ต่อมาราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 พญาภูคาได้ครองเมืองย่าง หรือบริเวณแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว หมู่ 7 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งยังปรากฏหลักฐานเป็นร่องรอยคูน้ำคันดิน กำแพงเมืองซ้อนกันหลายชั้น และพญาภูคาได้ส่งลูกธรรมของตน คือ ขุนนุ่นและขุนฟองไปสร้างเมืองใหม่ โดยให้ขุนนุ่นผู้พี่ไปสร้างเมืองที่จันทบุรี (หลวงพระบาง) ส่วนขุนฟองผู้น้องไปสร้างเมืองวรนคร (เมืองปัว) ในกาลต่อมาพญางำเมืองผู้ปกครองเมืองพะเยาได้ยกทัพมาจะเอาเมืองวรนครและต่อมาเมืองวรนครก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพญางำเมือง จนกระทั้งในปี พ.ศ. 1865 พญาผานองได้ทำการต่อสู้จนหลุดพ้นจากอำนาจของเมืองพะเยา และพญาผานองก็ได้ครองเมือง วรนคร ได้ 30 ปี ก็สิ้นพระชนม์ จึงให้ขุนใสบุตรคนสุดท้องขึ้นครองเมืองต่อ แต่ปรากฏว่าขุนใสขึ้นครองเมืองได้เพียง 3 ปี ก็ถึงแก่พิราลัย พญาการเมืองพี่ชายของขุนใสก็ขึ้นครองเมืองแทนในปี พ.ศ. 1896

ช่วงเวลาที่พญาการเมืองปกครองเมืองวรนครนี้ ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเมืองวรนครกับสุโขทัยในสมัยพญาลิไท มาช่วยสร้างวัดในอาณาจักรสุโขทัย และเมื่อสร้างวัดเสร็จสมบูรณ์เจ้าเมืองสุโขทัยก็ได้มอบพระสารีริกธาตุ 7 องค์ พระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ พระพิมพ์เงิน 20 องค์ แก่พญาการเมือง ต่อมาในปี พ.ศ. 1901 พญาการเมือง เอาไปบรรจุที่ดอยภูเพียงแช่แห้งแล้วสร้างพระธาตุเจดีย์ครอบไว้ ซึ่งก็คือ วัดพระธาตุแช่แห้งในปัจจุบัน ต่อมาพญาการเมืองอพยพผู้คนย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่เมืองภูเพียงแช่แห้ง ได้ 5 ปี ก็ได้ถึงแก่พิราลัยเพราะถูกลอบปลงพระชนม์ พญาผากองผู้เป็นบุตรขึ้นครองเมืองแช่แห้ง และต้องประสบปัญหาเกิดน้ำแห้งแล้ง จึงย้ายเวียงไปตั้งที่ลุ่มบ้านห้วยไค้ หรือริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน ซึ่งก็คือเมืองน่านในปัจจุบันนั้นเอง ในปี พ.ศ. 1909

ซึ่งพญาผากองได้สร้างความสัมพันธ์กับสุโขทัยโดยส่งทัพไปช่วยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือขุนหลวงพระงั่วไปตีเมืองชากังราว หรือเมืองกำแพงเพชร แต่ไม่สามารถตีได้ หลังจากนั้นพญาผากองก็สิ้นพระชนม์ ครองเมืองน่านได้ 21 ปี และเจ้าคำตันก็ขึ้นครองเมืองได้ 11 ปี ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ ต่อมาเจ้าศรีจันต๊ะบุตรของเจ้าคำตันได้ขึ้นครองราชย์ ได้เพียง 1 ปี ก็ถูกเจ้าเมืองแพร่สองพี่น้อง คือ พญาเถรและพญาอุ่นเมือง ยกทัพมาตีเมืองน่านได้ และประหารเจ้าศรีจันต๊ะ แต่เจ้าหุงน้องของเจ้าศรีจันต๊ะหนีไปพึ่งเมืองเชลียง (สวรรคโลก) พญาเถรจึงขึ้นครองเมืองน่าน และต่อมาเจ้าหุงไปขอกำลังของเจ้าเมืองเชลียงมาชิงเมืองน่านคืนได้และปกครองเมืองน่านได้ 8 ปีก็สิ้นพระชนม์ ในพ.ศ. 1948 หลังจากนั้นก็มีเจ้าครองเมืองน่านหลายพระองค์ได้แก่ เจ้าปู่แข็ง (บางแห่งเรียกพญาภูแข็ง) เจ้าพันต้น เจ้างั่วผาสุม และเจ้าอินต๊ะแก่นท้าว ได้ขึ้นครองเมืองต่อจากบิดา แต่ถูกเจ้าแปงและเจ้าหม่พมผู้เป็นน้องชายแย่งชิงเมือง ทำให้เจ้าอินต๊ะแก่นท้าวหนีไปพึงเมืองเชลียงและขอกำลังเมืองเชลียงยกทัพมาตีเมืองคืนจากเจ้าแปง ซึ่งก็ชนะและได้ครองเมืองน่านครั้งที่ 2 อาณาจักรสุโขทัยได้อ่อนกำลังลงมากและถูกอยุธยาครอบครอง ขณะเดียวกันเชียงใหม่ในสมัยเจ้าติโลกราชก็จะรวบรวมเมืองต่างๆเอาไว้ในอำนาจ ซึ่งในตอนนั้นเมืองแพร่และเมืองน่านเป็นรัฐอิสระจึงยกทัพมาตีแต่เจ้าอินต๊ะแก่นท้าวไม่สามารถสู้ได้จึงอพยพมาอยู่ที่เมืองเชลียงและอยู่ที่นั่นจนเสียชีวิต หลังจากที่เจ้าติโลกราชชนะศึกจึงให้บุตรชายคือเจ้าผาแสงครองเมืองน่าน และครองราชย์สมบัติ 12 ปี ก็ถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ. 2002 นี้จึงเป็นจุดสิ้นสิ้นสุดเชื้อชาวกาวไทยเมืองน่าน หรือราชวงศ์ภูคา

จากนั้นมาเมืองเชียงใหม่ก็ส่งเจ้าเมืองมาปกครองเมืองน่านซึ่งเป็นเมืองใต้การปกครองของเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งหมด 18 องค์ ช่วงเวลาเกือบ 100 ปี ได้ก่อสร้างสถานสถานสำคัญๆหลายแห่ง ซึ่งเป็นผลให้ชาวเมืองน่านได้รับเอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนาเข้ามาแทนที่ศิลปวัฒนธรรมแบบสุโขทัย

ต่อมาในสมัยพระเจ้าบุเรงนองมาตีและยึดเมืองเชียงใหม่ ราชธานีของอาณาจักรล้านนา ในปี พ.ศ. 2101 พญาพลเทพฤาชัยเจ้าเมืองน่านในขณะนั้นได้หนีไปพึงอาณาจักรล้านช้าง (เมืองหลวงพระบาง) และทรงให้เมืองน่านขึ้นตรงต่อการปกครองของพม่าที่เชียงใหม่ หลังจากนั้นตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าทำให้เจ้าเมืองน่านหลายองค์แข็งเมืองต่อพม่าแต่ไมสำเร็จ ต่อมาทำให้พระเจ้ากรุงอังวะต้องส่งกองทัพจากเชียงใหม่มาปราบปรามแล้วให้ขุนนางพม่าเข้ามาดูแลโดยตรงและในตอนนี้เองการที่พม่าเข้ามาปราบปรามทำให้พม่าเผาทำลายเมือง เผาวัดวาอาราม ทำให้เมืองร้างไปเพราะผู้คนหนีเข้าป่าไป

ในปี พ.ศ. 2259 พญานาขวาผู้ซึ่งพม่าได้ส่งมารักษาเมืองน่าน เห็นว่าเมืองร้างเจ้าครองเมืองมานานจึงได้ขอให้พระเจ้ากรุงอังวะอัญเชิญพญาหลวงติ๋นมหาวงศ์เจ้าเมืองเชียงใหม่มาเป็นเจ้าเมืองน่าน เมืองน่านจึงมีเจ้าผู้ครองนครที่สืบเชื้อสายราชวงศ์อีกครั้ง คือ ราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ และอยู่ภายใต้อิทธิพลของพม่า จนถึง พ.ศ. 2312 สมัยที่พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกู้เอกราชจากพม่าและตีเมืองเชียงใหม่รวมทั้งเมืองล้านนาสำเร็จ ในตอนนั้นเมืองน่านก็ถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าช่วยไทยรบ และให้ให้เจ้าเมืองน่านครองเมืองตามเดิมแต่เนื่องจากเจ้าเมืองน่านนั้นไม่ตั้งมั่นในสัจจะ จึงทำให้พญากาวิละควบคุมตัวส่งไปที่กรุงธนบุรี ใน พ.ศ. 2321 เป็นเหตุให้น่านขาดผู้ปกครอง และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินและราชวงศ์ สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ทำให้พม่ากวดต้อนผู้คนในเมืองน่านไปไว้ที่เมืองเชียงแสน ทำให้น่านร้างไปถึง 23 ปี

หลังจากที่เมืองน่านถูกทิ้งร้างไปนานก็เกิดการรวบรวม ให้มีการตั้งบ้านเมืองปกครองโดยเจ้าอัตถวรปัญโญ และเข้าร่วมเป็นขอบขัณฑสีมาของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นหัวเมืองประเทศราช ซึ่งในตอนนั้นรัชกาลที่ 1พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ให้หัวเมืองฝ่ายเหนือยกทัพไปตีเมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา ให้เป็นเมืองในขอบขัณฑสีมาด้วยในตอนนั้นเจ้าอัตถวรปัญโญกก็กวาดต้อนผู้คนมาอยู่ที่เมืองน่านด้วย  ต่อมาในสมัยเจ้าสุมนเทวราชครองเมืองเกิดน้ำท่วมตัวเมืองน่าน จึงเกิดการย้ายเมืองไปตั้งทางตอนเหนือของเมืองน่าน หลังจากที่เจ้าเทวราชถึงแก่พิราลัย ก็มีเจ้าครองเมืองน่าน อีก 4 องค์ คือ เจ้ามหายศ เจ้าอชิตวงศ์ เจ้ามหาวงศ์ และเจ้าอนัตวรฤทธิเดช นั้นแม่น้ำน่านเกิดเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้เจ้าอนัตวรฤทธิเดชของพระราชทานอนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ย้ายเมืองกลับมายังเมืองน่านเดิมและได้ทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและบูรณปฏิสังขรณ์วัดเป็นจำนวนมากในเมืองน่าน รวมทั้งได้สร้างพระธรรมนิทานชาดกและให้จารพระไตรปิฏกลงในคัมภีร์ใบลานเป็นจำนวนถึง 335 คัมภีร์ (2,606 ผูก) เพื่อมอบให้เมืองต่างๆ อาทิ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ พะเยา หลวงพระบางฯลฯ พอเจ้าอนันตวรฤทธิเดชสิ้น เจ้าสุริยพงศ์ผริตเดชกุล ก็ขึ้นปกครองเมืองน่านสืบต่อจากบิดา และในปี พ.ศ. 2435 ในรัชกาลที่ 5 พระจุลจอมเก้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเปลี่ยนแปลงแก้ไขวิธีการปกครองโดยแบ่งการปกครองหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาลและทรงส่งข้าราชการผู้ใหญ่ไปประจำหัวเมืองต่าง “ข้าหลวงประจำเมือง” ซึ่งเป็นการลดตำแหน่ง หน้าที่และฐานะของเจ้านายฝ่ายต่างๆลง จนตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครน่านถูกยุบเลิกนับแต่นั้นมา และในช่วงนี้เองที่มีการเข้ามาของชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวอังกฤษ ชาวฝรั่งเศส ชาวจีน เป็นต้น เข้ามาทำการค้า สัมปทานป่าไม้ พร้อมกับการมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ และในช่วงนี้ประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475 ด้วย

————————————————————————-

เรื่องและภาพโดย: ล่องน่าน

ภาพเขียนสีประกอบบทความจากผนังวัดภูมินทร์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s